บล็อก

ข้าวเหนียวมะม่วง ต้นทุน 85 บาท ขายเท่าไรถึงไม่ขาดทุน?

ข้าวเหนียวมะม่วงต้นทุน 85 บาทควรขายเท่าไร คิดครบทั้งมะม่วง กะทิ กล่อง ค่าแรง ของเสีย และค่า GP เดลิเวอรี

โดย KitchenCost
·
เผยแพร่ 6 ก.พ. 2569
·
อัปเดต 9 ต.ค. 2569
ข้าวเหนียวมะม่วงเมนูหน้าร้อนตั้งราคาคาเฟ่ประเทศไทย
สารบัญ

สรุปเร็ว

  • เมนูขายดีอาจกำไรบางถ้าชั่งมะม่วงไม่คงที่หรือใช้ราคาเดียวกันทั้งหน้าร้านและเดลิเวอรี
  • ถ้าต้นทุนรวม 85 บาท ขายผ่านแอปที่หัก GP 30% และตั้งเป้าอัตรากำไร 20% ราคาควรอยู่ราว 170 บาท ถ้าต่ำกว่าราว 122 บาทจะขาดทุนทุกกล่อง
  • ใช้ KitchenCost แยกสูตรหน้าร้านกับเดลิเวอรี เพื่อเห็นต้นทุนต่อกล่องก่อนเปิดขายจริง
รายการตัวเลข
ต้นทุนรวมต่อกล่อง85 บาท (มะม่วง 32 + ข้าวเหนียว 18 + กะทิ 9 + กล่อง 8 + ค่าแรง 12 + ของเสีย 4 + ค่าธรรมเนียม 2)
สูตรราคาขาย = ต้นทุนรวม ÷ (1 − ค่า GP − อัตรากำไรเป้าหมาย)
GP 30% + อัตรากำไร 20%85 ÷ 0.50 = 170 บาท (ช่วงทดสอบ 175-189 บาท)
จุดคุ้มทุนบนแอป85 ÷ 0.70 ≈ 122 บาท ต่ำกว่านี้ขาดทุนทุกกล่อง
จุดพลาดอันดับ 1ชั่งมะม่วงไม่เท่ากัน + ราคาหน้าร้านกับเดลิเวอรีเท่ากัน

ข้าวเหนียวมะม่วงมักขายดีมากในช่วงหน้าร้อน

แต่หลายร้านขายดีแล้วกำไรไม่ขึ้น เพราะคิดแค่ราคามะม่วง แล้วลืมกะทิ ค่ากล่อง ของเสีย และค่า GP

บทความนี้จะพาคิดแบบทีละขั้น ให้ทำตามได้ง่าย


เริ่มจากตัวเลข

  • คิดต้นทุนข้าวเหนียวมะม่วงต่อจานจากน้ำหนักจริง
  • แยกราคาหน้าร้านกับเดลิเวอรีจะคุมกำไรง่ายกว่า
  • อัปเดตราคาวัตถุดิบรายสัปดาห์ช่วงผลไม้พีก

สูตรคำนวณ

ราคาขายต่อเสิร์ฟ = (มะม่วง + ข้าวเหนียว + กะทิ + ท็อปปิง + บรรจุภัณฑ์ + ค่าแรง + ค่าเสียหาย + ค่าธรรมเนียม) ÷ (1 − ค่า GP − อัตรากำไรเป้าหมาย)

สูตรนี้ช่วยตอบคำถามสำคัญว่า “ขายเท่าไรถึงยังเหลือกำไร” ค่า GP คิดจากราคาขาย ส่วนอัตรากำไรคือกำไรที่เหลือเทียบกับราคาขาย ถ้าตั้งเป้า 20% แปลว่าขาย 100 บาท ต้องเหลือกำไรประมาณ 20 บาทหลังหัก GP และต้นทุนทั้งหมดในสูตร ถ้าขายหน้าร้านที่ไม่มี GP ให้ใส่ GP เป็น 0


ตัวอย่าง (บาท) - ข้าวเหนียวมะม่วงเดลิเวอรี 1 กล่อง

  • มะม่วงสุก: 32 บาท
  • ข้าวเหนียวมูน: 18 บาท
  • กะทิราดและถั่วทอง: 9 บาท
  • กล่อง + ช้อน + ถุง: 8 บาท
  • ค่าแรงเตรียมและแพ็ก: 12 บาท
  • เผื่อของเสีย: 4 บาท
  • ค่าธรรมเนียมชำระเงิน: 2 บาท

ต้นทุนรวม: 85 บาท

ถ้าขายผ่านแอปที่หัก GP 30% และตั้งเป้าอัตรากำไร 20%:

85 ÷ (1 − 0.30 − 0.20) = 85 ÷ 0.50 = 170 บาท

ตรวจสอบ: GP 30% ของ 170 บาท = 51 บาท เหลือ 170 − 51 − 85 = 34 บาท หรือ 20% ของราคาขาย

ช่วงราคาที่ทดลองได้: 175 - 189 บาท ถ้าขายต่ำกว่าราว 122 บาท (85 ÷ 0.70) ร้านจะขาดทุนทุกกล่องหลังหัก GP


จุดพลาดที่พบบ่อย

  1. ชั่งมะม่วงไม่เท่ากันในแต่ละกล่อง
  2. คิดราคาหน้าร้านและเดลิเวอรีเท่ากัน
  3. ไม่บวกค่ากล่องกันกระแทก
  4. รอให้ขาดทุนก่อนค่อยปรับราคา

อ่านต่อ


แหล่งข้อมูลอ้างอิงในไทย


คำนวณใน KitchenCost

ก่อนรับออเดอร์จริง ให้สร้างสูตรของเมนูหรือแพ็กเกจใน KitchenCost จากราคาซื้อและปริมาณที่ใช้ของวัตถุดิบแต่ละอย่าง เพื่อดูต้นทุนวัตถุดิบต่อหน่วย ส่วนค่าแรง ค่าส่ง และของเสียให้บวกแยกตามสูตรด้านบน เมื่อราคาวัตถุดิบเปลี่ยน ต้นทุนของสูตรที่ใช้วัตถุดิบนั้นจะอัปเดตตาม แล้วคุณค่อยตัดสินใจเรื่องราคาขายเอง

ลงมือทำตอนนี้

  • ชั่งน้ำหนักมะม่วงและข้าวเหนียวต่อเสิร์ฟให้เป็นมาตรฐาน
  • แยกต้นทุนหน้าร้านกับเดลิเวอรีให้ชัดเจน
  • คำนวณราคาขายจากสูตร
  • ทดสอบจริง 1 สัปดาห์
  • เช็กกำไรและปรับราคาตามต้นทุนวัตถุดิบ

คำถามที่พบบ่อย

หน้าร้อนควรขายข้าวเหนียวมะม่วงแบบจานหรือแบบกล่อง?

ขายได้ทั้งสองแบบ แต่ควรแยกราคาให้ชัด เพราะต้นทุนแพ็กเกจต่างกัน

ต้องคิดต้นทุนกะทิและท็อปปิงละเอียดขนาดไหน?

ควรคิดตามกรัมหรือมิลลิลิตรต่อเสิร์ฟ เพราะวัตถุดิบกลุ่มนี้มีผลต่อกำไรชัดเจน

ควรตั้งราคาต่างกันระหว่างหน้าร้านกับเดลิเวอรีไหม?

ควรแยก เพราะเดลิเวอรีมีค่ากล่องและค่า GP ของแอปเพิ่ม LINE MAN และ GrabFood มักหักราว 30% ของราคาขาย แต่ขึ้นกับสัญญาของแต่ละร้าน

ถ้ามะม่วงแพงขึ้นทันที ควรทำอย่างไร?

อัปเดตราคาสำหรับออเดอร์ใหม่และแจ้งลูกค้าให้ชัด จะช่วยไม่ให้กำไรหาย

ลองคำนวณต้นทุนสูตรแรกของคุณ

คำนวณต้นทุนสูตรจากราคาซื้อและปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ แล้วดูกำไรจากราคาขายที่คุณกำหนด