เมนูข้าวเหนียวมะม่วง มักขายดีมากในช่วงหน้าร้อน และเป็นคำค้นยอดนิยมของลูกค้า
แต่หลายร้านขายดีแล้วกำไรไม่ขึ้น เพราะคิดแค่ราคามะม่วง แล้วลืมกะทิ ค่ากล่อง และของเสีย
บทความนี้จะพาคิดแบบทีละขั้น ให้ทำตามได้ง่าย
สรุปก่อนลงมือ (30 วินาที)
- คิดต้นทุนข้าวเหนียวมะม่วงต่อจานจากน้ำหนักจริง
- แยกราคาหน้าร้านกับเดลิเวอรีจะคุมกำไรง่ายกว่า
- อัปเดตราคาวัตถุดิบรายสัปดาห์ช่วงผลไม้พีก
สูตรคำนวณ
ราคาขายต่อเสิร์ฟ = (มะม่วง + ข้าวเหนียว + กะทิ + ท็อปปิง + บรรจุภัณฑ์ + ค่าแรง + ค่าเสียหาย + ค่าธรรมเนียม) / เป้าหมายต้นทุนอาหาร
สูตรนี้ช่วยตอบคำถามสำคัญว่า “ขายเท่าไรถึงยังเหลือกำไร” ถ้าตั้งเป้าต้นทุนอาหาร 35% แปลว่าต้นทุนอาหารควรอยู่ประมาณ 35 บาท ต่อยอดขาย 100 บาท
ตัวอย่าง (บาท) - ข้าวเหนียวมะม่วงเดลิเวอรี 1 กล่อง
- มะม่วงสุก: 32 บาท
- ข้าวเหนียวมูน: 18 บาท
- กะทิราดและถั่วทอง: 9 บาท
- กล่อง + ช้อน + ถุง: 8 บาท
- ค่าแรงเตรียมและแพ็ก: 12 บาท
- เผื่อของเสีย: 4 บาท
- ค่าธรรมเนียมชำระเงิน: 2 บาท
ต้นทุนรวม: 85 บาท
ถ้าใช้เป้าหมายต้นทุนอาหาร 35%:
85 / 0.35 = 243 บาท
ช่วงราคาที่ทดลองได้: 239 - 259 บาท
จุดพลาดที่พบบ่อย
- ชั่งมะม่วงไม่เท่ากันในแต่ละกล่อง
- คิดราคาหน้าร้านและเดลิเวอรีเท่ากัน
- ไม่บวกค่ากล่องกันกระแทก
- รอให้ขาดทุนก่อนค่อยปรับราคา
อ่านต่อ
แหล่งข้อมูลอ้างอิงในไทย
ลงมือทำตอนนี้
- ชั่งน้ำหนักมะม่วงและข้าวเหนียวต่อเสิร์ฟให้เป็นมาตรฐาน
- แยกต้นทุนหน้าร้านกับเดลิเวอรีให้ชัดเจน
- คำนวณราคาขายจากสูตร
- ทดสอบจริง 1 สัปดาห์
- เช็กมาร์จินและปรับราคาตามต้นทุนวัตถุดิบ