หน้าฝนในไทยทำให้เมนูร้อนขายดีขึ้นจริง โดยเฉพาะช่วงเช้าและช่วงเย็นหลังเลิกงาน แต่สิ่งที่หลายร้านมักพลาดคือ “ยอดขายขึ้น” ไม่ได้แปลว่า “กำไรขึ้น” ถ้ายังใช้ราคาเดิมจากหน้าแล้ง
ต้นทุนที่พุ่งเร็วในหน้าฝนมักไม่ใช่เฉพาะวัตถุดิบ แต่รวมถึงแพ็กเกจเดลิเวอรีแบบกันหก เวลาหน้าเตาที่นานขึ้น และของเสียจากคำสั่งซื้อที่ไปไม่ถึงลูกค้า
สรุปก่อนเริ่ม
- ใช้สูตรต้นทุนเต็มต่อแก้วก่อนเทียบราคาคู่แข่ง
- อัปเดตราคาเมนูร้อนหลักทุก 7 วันในช่วงฝนจัด
- แยกราคาหน้าร้านกับเดลิเวอรี ถ้าต้นทุนบรรจุภัณฑ์ต่างกันชัด
- เปิดโปรแบบเพิ่มมูลค่า ไม่ใช่ลดราคาทั้งเมนู
ทำไมหน้าฝนต้องทบทวนราคาให้ถี่ขึ้น
ข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศฝนตกหนักเป็นระยะในช่วงฤดูฝน เช่นประกาศเลขที่ 121/2025 (มีผล 23-27 พฤษภาคม 2025) ในทางปฏิบัติแปลว่าเส้นทางส่งช้าลง ความเสี่ยงเครื่องดื่มเสียหายสูงขึ้น และร้านต้องเผื่อบรรจุภัณฑ์เพิ่มกว่าช่วงปกติ
ฝั่งต้นทุนสินค้า รายงาน TPSO เดือนมกราคม 2026 ระบุ CPI รวมที่ 99.91 และเงินเฟ้อทั่วไป -0.66% YoY แต่ในหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ยังมีสินค้าบางรายการที่ปรับขึ้นจริง ทำให้ร้านเครื่องดื่มไม่ควรดูแค่เงินเฟ้อรวม
ขณะเดียวกัน กระทรวงแรงงานเริ่มใช้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำรอบใหม่ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2025 เมื่อค่าแรงและต้นทุนแฝงขยับพร้อมกัน การคุมราคาด้วยรอบสั้น (รายสัปดาห์) จะปลอดภัยกว่าการรอปรับราคาแบบรายไตรมาส
สูตรคำนวณราคาแบบใช้งานจริง
ราคาขายต่อแก้ว = (วัตถุดิบ + นม/ท็อปปิง + บรรจุภัณฑ์ + พลังงาน + ค่าแรง + ค่าเสียหาย + ค่าธรรมเนียมรับเงิน) / เป้าหมายต้นทุนอาหาร
ถ้าเป้าต้นทุนอาหารอยู่ที่ 35% หมายถึงยอดขาย 100 บาท ต้นทุนอาหารควรอยู่แถว 35 บาท สิ่งสำคัญคือใส่ต้นทุนให้ครบก่อน แล้วค่อยหารสูตรเพื่อหาจุดราคาที่ร้านยังเหลือกำไร
ตัวอย่างคำนวณ: โกโก้ร้อน 16 ออนซ์ (เดลิเวอรี)
- ผงโกโก้และส่วนผสมหลัก: 18 บาท
- นมและท็อปปิง: 9 บาท
- แก้ว + ฝาล็อก + ถุงกันเปียก: 8 บาท
- ค่าไฟ/แก๊ส: 4 บาท
- ค่าแรง: 9 บาท
- เผื่อของเสีย: 2 บาท
- ค่าธรรมเนียมรับเงิน: 2 บาท
ต้นทุนรวม: 52 บาท
ถ้าใช้เป้าต้นทุนอาหาร 35%:
52 / 0.35 = 149 บาท
ช่วงราคาทดลอง: 145-155 บาท แล้วดูข้อมูลกำไรจริง 7 วันก่อนล็อกราคา
ปรับช่วงราคาตามพื้นที่ (ไม่ใช้ราคาเดียวทั้งประเทศ)
| พื้นที่ | พฤติกรรมลูกค้าที่เจอบ่อย | วิธีตั้งราคา |
|---|---|---|
| กรุงเทพฯ โซนออฟฟิศ (อโศก/สีลม) | พีคช่วงเช้า-บ่าย, เดลิเวอรีแน่น | ตั้งราคาเดลิเวอรีแยกจากหน้าร้าน และจำกัดโปรเฉพาะช่วงเวลา |
| เชียงใหม่โซนนิมมาน | ลูกค้าคาเฟ่เปรียบเทียบคุณภาพสูง | รักษาราคาหลัก แล้วเพิ่มเมนู seasonal upsell เช่น extra shot/hot foam |
| หาดใหญ่/หัวเมืองใต้ | ลูกค้าประจำสูง แพ้การขึ้นราคากะทันหัน | ปรับขึ้นทีละเมนูและสื่อสารเหตุผลเรื่องแพ็กเกจกันหก |
กรณีใช้งานจริงที่เจอบ่อยในร้าน
ร้านใกล้ออฟฟิศในกรุงเทพฯ มักเจอออเดอร์เดลิเวอรีพุ่งช่วงฝนลงหนักตอนเช้าและเย็น สิ่งที่ช่วยรักษากำไรได้จริงคือแยกต้นทุน “หน้าร้าน” กับ “เดลิเวอรี” ตั้งแต่ต้น ไม่ใช้สูตรเดียวทั้งสองช่องทาง
ส่วนร้านย่านมหาวิทยาลัยหรือย่านชุมชน ลูกค้าจะไวต่อราคาเมนูหลักมากกว่า แนวทางที่มักเวิร์กคือคงราคาเมนูฮีโร่ไว้ แล้วเพิ่มมูลค่าผ่าน add-on เล็ก ๆ แทนการลดราคาแรง
จุดพลาดที่ทำให้กำไรหายเร็ว
- คิดเฉพาะผงเครื่องดื่ม แต่ไม่รวมต้นทุนนมและแพ็กเกจ
- ใช้ราคาเดียวทั้งหน้าร้านและเดลิเวอรี
- ลดราคาแรงช่วงฝนตกโดยไม่ดูมาร์จินต่อแก้ว
- ไม่เช็กของเสียจากออเดอร์ที่ส่งล่าช้า
อ่านต่อ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง (ตรวจสอบล่าสุด: 2026-02-12)
- กรมอุตุนิยมวิทยา: ประกาศฝนตกหนักถึงหนักมาก (23-27 พฤษภาคม 2025)
- กรมอุตุนิยมวิทยา: Warning and Events
- TPSO กระทรวงพาณิชย์: Inflation Report Summary เดือนมกราคม 2026
- กระทรวงแรงงาน: ปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ มีผล 1 กรกฎาคม 2025
ลงมือทำตอนนี้
- เลือกเมนูร้อนขายดี 1 เมนู แล้วล็อกสูตรวัตถุดิบ
- บันทึกต้นทุนจริงครบทุกส่วน โดยเฉพาะแพ็กเกจกันหก
- คำนวณราคาขายจากสูตร แล้วตั้งช่วงทดลอง 7 วัน
- ติดตามอัตราของเสียและออเดอร์ล่าช้ารายวัน
- ปรับราคาจากข้อมูลจริง ไม่ปรับจากความรู้สึก