บล็อก

คู่มือตั้งราคาเครื่องดื่มร้อนหน้าฝน: ยอดขายขึ้น แต่ต้นทุนต้องคุมให้ทัน

สรุปวิธีตั้งราคาเมนูเครื่องดื่มร้อนช่วงฝนตกแบบเข้าใจง่าย มีตัวอย่างบาทไทย สูตรคำนวณตรงไปตรงมา และ FAQ

เผยแพร่ 6 ก.พ. 2569
·
อัปเดต 12 ก.พ. 2569
หน้าฝนเครื่องดื่มร้อนร้านกาแฟตั้งราคาประเทศไทย
สารบัญ

หน้าฝนในไทยทำให้เมนูร้อนขายดีขึ้นจริง โดยเฉพาะช่วงเช้าและช่วงเย็นหลังเลิกงาน แต่สิ่งที่หลายร้านมักพลาดคือ “ยอดขายขึ้น” ไม่ได้แปลว่า “กำไรขึ้น” ถ้ายังใช้ราคาเดิมจากหน้าแล้ง

ต้นทุนที่พุ่งเร็วในหน้าฝนมักไม่ใช่เฉพาะวัตถุดิบ แต่รวมถึงแพ็กเกจเดลิเวอรีแบบกันหก เวลาหน้าเตาที่นานขึ้น และของเสียจากคำสั่งซื้อที่ไปไม่ถึงลูกค้า

สรุปก่อนเริ่ม

  • ใช้สูตรต้นทุนเต็มต่อแก้วก่อนเทียบราคาคู่แข่ง
  • อัปเดตราคาเมนูร้อนหลักทุก 7 วันในช่วงฝนจัด
  • แยกราคาหน้าร้านกับเดลิเวอรี ถ้าต้นทุนบรรจุภัณฑ์ต่างกันชัด
  • เปิดโปรแบบเพิ่มมูลค่า ไม่ใช่ลดราคาทั้งเมนู

ทำไมหน้าฝนต้องทบทวนราคาให้ถี่ขึ้น

ข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศฝนตกหนักเป็นระยะในช่วงฤดูฝน เช่นประกาศเลขที่ 121/2025 (มีผล 23-27 พฤษภาคม 2025) ในทางปฏิบัติแปลว่าเส้นทางส่งช้าลง ความเสี่ยงเครื่องดื่มเสียหายสูงขึ้น และร้านต้องเผื่อบรรจุภัณฑ์เพิ่มกว่าช่วงปกติ

ฝั่งต้นทุนสินค้า รายงาน TPSO เดือนมกราคม 2026 ระบุ CPI รวมที่ 99.91 และเงินเฟ้อทั่วไป -0.66% YoY แต่ในหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ยังมีสินค้าบางรายการที่ปรับขึ้นจริง ทำให้ร้านเครื่องดื่มไม่ควรดูแค่เงินเฟ้อรวม

ขณะเดียวกัน กระทรวงแรงงานเริ่มใช้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำรอบใหม่ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2025 เมื่อค่าแรงและต้นทุนแฝงขยับพร้อมกัน การคุมราคาด้วยรอบสั้น (รายสัปดาห์) จะปลอดภัยกว่าการรอปรับราคาแบบรายไตรมาส

สูตรคำนวณราคาแบบใช้งานจริง

ราคาขายต่อแก้ว = (วัตถุดิบ + นม/ท็อปปิง + บรรจุภัณฑ์ + พลังงาน + ค่าแรง + ค่าเสียหาย + ค่าธรรมเนียมรับเงิน) / เป้าหมายต้นทุนอาหาร

ถ้าเป้าต้นทุนอาหารอยู่ที่ 35% หมายถึงยอดขาย 100 บาท ต้นทุนอาหารควรอยู่แถว 35 บาท สิ่งสำคัญคือใส่ต้นทุนให้ครบก่อน แล้วค่อยหารสูตรเพื่อหาจุดราคาที่ร้านยังเหลือกำไร

ตัวอย่างคำนวณ: โกโก้ร้อน 16 ออนซ์ (เดลิเวอรี)

  • ผงโกโก้และส่วนผสมหลัก: 18 บาท
  • นมและท็อปปิง: 9 บาท
  • แก้ว + ฝาล็อก + ถุงกันเปียก: 8 บาท
  • ค่าไฟ/แก๊ส: 4 บาท
  • ค่าแรง: 9 บาท
  • เผื่อของเสีย: 2 บาท
  • ค่าธรรมเนียมรับเงิน: 2 บาท

ต้นทุนรวม: 52 บาท

ถ้าใช้เป้าต้นทุนอาหาร 35%:

52 / 0.35 = 149 บาท

ช่วงราคาทดลอง: 145-155 บาท แล้วดูข้อมูลกำไรจริง 7 วันก่อนล็อกราคา

ปรับช่วงราคาตามพื้นที่ (ไม่ใช้ราคาเดียวทั้งประเทศ)

พื้นที่พฤติกรรมลูกค้าที่เจอบ่อยวิธีตั้งราคา
กรุงเทพฯ โซนออฟฟิศ (อโศก/สีลม)พีคช่วงเช้า-บ่าย, เดลิเวอรีแน่นตั้งราคาเดลิเวอรีแยกจากหน้าร้าน และจำกัดโปรเฉพาะช่วงเวลา
เชียงใหม่โซนนิมมานลูกค้าคาเฟ่เปรียบเทียบคุณภาพสูงรักษาราคาหลัก แล้วเพิ่มเมนู seasonal upsell เช่น extra shot/hot foam
หาดใหญ่/หัวเมืองใต้ลูกค้าประจำสูง แพ้การขึ้นราคากะทันหันปรับขึ้นทีละเมนูและสื่อสารเหตุผลเรื่องแพ็กเกจกันหก

กรณีใช้งานจริงที่เจอบ่อยในร้าน

ร้านใกล้ออฟฟิศในกรุงเทพฯ มักเจอออเดอร์เดลิเวอรีพุ่งช่วงฝนลงหนักตอนเช้าและเย็น สิ่งที่ช่วยรักษากำไรได้จริงคือแยกต้นทุน “หน้าร้าน” กับ “เดลิเวอรี” ตั้งแต่ต้น ไม่ใช้สูตรเดียวทั้งสองช่องทาง

ส่วนร้านย่านมหาวิทยาลัยหรือย่านชุมชน ลูกค้าจะไวต่อราคาเมนูหลักมากกว่า แนวทางที่มักเวิร์กคือคงราคาเมนูฮีโร่ไว้ แล้วเพิ่มมูลค่าผ่าน add-on เล็ก ๆ แทนการลดราคาแรง

จุดพลาดที่ทำให้กำไรหายเร็ว

  1. คิดเฉพาะผงเครื่องดื่ม แต่ไม่รวมต้นทุนนมและแพ็กเกจ
  2. ใช้ราคาเดียวทั้งหน้าร้านและเดลิเวอรี
  3. ลดราคาแรงช่วงฝนตกโดยไม่ดูมาร์จินต่อแก้ว
  4. ไม่เช็กของเสียจากออเดอร์ที่ส่งล่าช้า

อ่านต่อ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง (ตรวจสอบล่าสุด: 2026-02-12)

ลงมือทำตอนนี้

  • เลือกเมนูร้อนขายดี 1 เมนู แล้วล็อกสูตรวัตถุดิบ
  • บันทึกต้นทุนจริงครบทุกส่วน โดยเฉพาะแพ็กเกจกันหก
  • คำนวณราคาขายจากสูตร แล้วตั้งช่วงทดลอง 7 วัน
  • ติดตามอัตราของเสียและออเดอร์ล่าช้ารายวัน
  • ปรับราคาจากข้อมูลจริง ไม่ปรับจากความรู้สึก

คำถามที่พบบ่อย

หน้าฝนควรปรับราคาเมนูร้อนทุกเมนูเลยไหม?

ไม่จำเป็น ควรเริ่มจากเมนูที่ต้นทุนขึ้นชัด เช่น เมนูที่ใช้นมมากหรือแพ็กเกจเดลิเวอรีพิเศษ

ต้นทุนฝาแก้วกันหกกับถุงกันฝนต้องคิดไหม?

ต้องคิด เพราะช่วงฝนตกออเดอร์เดลิเวอรีเพิ่มและใช้บรรจุภัณฑ์มากขึ้น

ทำโปรโมชันแบบไหนไม่กระทบกำไร?

ใช้โปรเพิ่มมูลค่า เช่น เพิ่มท็อปปิงเล็กน้อย แทนการลดราคาหนัก

ควรเช็กราคาใหม่บ่อยแค่ไหนในหน้าฝน?

อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพื่อทันต้นทุนนมและวัตถุดิบที่แกว่งเร็ว

ลองคำนวณต้นทุนสูตรแรกของคุณ

ใส่ราคาวัตถุดิบ แล้วดูต้นทุน มาร์จิน และราคาขายได้ทันที