ช่วงรับปริญญาเป็นจังหวะที่ยอดสั่งสแน็กบ็อกซ์ขึ้นเร็วมาก แต่หลายร้านเจอปัญหาเดียวกัน คือรับออเดอร์เยอะแล้วเหนื่อยฟรี เพราะตั้งราคาต่ำเกินไปตั้งแต่แรก
บทความนี้จะช่วยให้คุณตั้งราคาแบบเข้าใจง่าย และยังรักษาคุณภาพงานส่งลูกค้าได้
สรุปสั้นก่อนเริ่ม (30 วินาที)
- ทำแพ็กเกจหลัก 2 แบบ เพื่อลดความซับซ้อน
- คิดต้นทุนตกแต่งและแพ็กเกจให้ครบ
- ตั้งโควตาพรีออเดอร์ต่อวันเพื่อคุมงานหน้าเตา
สูตรคำนวณแบบง่ายมาก
ราคาขายต่อกล่อง = (วัตถุดิบ + บรรจุภัณฑ์ + ค่าแรง + ค่าเสียหาย + ค่าธรรมเนียมรับเงิน) / เป้าหมายต้นทุนอาหาร
ทำไมต้อง “หารด้วยเป้าหมายต้นทุนอาหาร”? เพราะเราต้องการรู้ราคาขั้นต่ำที่ร้านยังมีกำไรพออยู่รอด ถ้าตั้งเป้า 35% แปลว่าในยอดขาย 100 บาท ต้นทุนอาหารควรอยู่ราว 35 บาท
สำหรับงานฤดูกาลแบบรับปริญญา ช่วง 32% ถึง 38% มักใช้เป็นจุดเริ่มต้น แต่เป็นตัวเลขตัวอย่างเท่านั้น ต้องปรับตามย่านลูกค้าและคุณภาพวัตถุดิบ
ตัวอย่างราคา (บาท) - สแน็กบ็อกซ์มาตรฐาน
- วัตถุดิบอาหารและเครื่องดื่ม: 44 บาท
- กล่อง ทิชชู สติ๊กเกอร์: 11 บาท
- ค่าแรง: 9 บาท
- เผื่อของเสีย: 3 บาท
- ค่าธรรมเนียมรับเงิน: 2 บาท
ต้นทุนรวม: 69 บาทต่อกล่อง
ถ้าตั้งเป้าต้นทุนอาหาร 35%:
69 / 0.35 = 197 บาท
ช่วงราคาทดลองขายได้ประมาณ 195 - 209 บาท ช่วงนี้เป็นตัวอย่างเพื่อให้เริ่มตั้งราคาได้เร็วขึ้น ไม่ใช่ราคาตายตัวสำหรับทุกร้าน
จุดที่พลาดบ่อยในช่วงรับปริญญา
หลายร้านรับเปลี่ยนเมนูรายกล่องแบบไม่จำกัด สุดท้ายทีมครัวทำงานช้าลงและต้นทุนพุ่งขึ้น
อีกจุดที่พลาดคือไม่กำหนดเวลาปิดรับออเดอร์ ทำให้ต้องซื้อวัตถุดิบด่วนในราคาสูงและกำไรหายไปเอง
ทางที่ปลอดภัยคือกำหนดเมนูตายตัวต่อแพ็กเกจ พร้อมประกาศ cut-off time ให้ลูกค้าเห็นตั้งแต่หน้าโพสต์
อ่านต่อ
แหล่งข้อมูลอ้างอิงในไทย
ลงมือทำตอนนี้
- ตั้งแพ็กเกจสแน็กบ็อกซ์ 2 แบบให้ชัดเจน
- คำนวณต้นทุนจริงต่อกล่องให้ครบทุกรายการ
- คำนวณราคาขายจากสูตร
- ตั้งโควตาพรีออเดอร์รายวัน
- ทบทวนมาร์จินหลังขาย 3 วันแรก